Archive

Archive for the ‘Diary’ Category

I’m back

ว่างเว้นไปนาน  วันนี้กลับมาใช้ที่นี่ใหม่ อ่านเพิ่มเติม…

หมวดหมู่:Diary, Travel

เส้นเสียงดนตรี 27 ปี ขุนสมาน

วันนี้แล้วครับ ใครเป็นแฟนคลับจัดไป

เส้นเสียงดนตรี 27 ปี ขุนสมาน

วันที่ : 26 มิถุนายน 2559 สถานที่: ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 เวลา 17.00 น.

ศิลปินรับเชิญ

มงคล อุทก (หน่อง คาราวาน) ป๋าเทพ (เทพ โพธิ์งาม) เสนีย์ แช่มเดช (PERFORMANCE ART)

บัตรราคา 500 บาท ทุกที่นั่ง (พร้อม CD 27 ปี ขุนสมาน) จองบัตรได้ที่ : Facebook ขุนสมาน เบื๊อก โคราช ชิ้นจอหอ โทร. 081 722 2918IMG_2029

หมวดหมู่:Diary

Thongchai Jaidee wins Nordea Masters : June 1, 2014

Thongchai Jaidee wins Nordea Masters : June 1, 2014

Thongchai Jaidee wins Nordea Masters on Sunday. ธงชัย ใจดี คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนทัวร์รายการที่ 6 ในศึก Nordea Masters ที่ประเทศสวีเดน วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ขึ้นจากอันดับ 54 ขึ้นมาอยู่ที่ 37 ของโลกใน ณ วันนี้

หมวดหมู่:Diary

เริ่มเขียนบันทึก Graceful Journal ทบทวน ขอบคุณสิ่งดี ๆ ในชีวิต

เริ่มเขียนบันทึก Graceful Journal ทบทวน ขอบคุณสิ่งดี ๆ ในชีวิต

Positive Psychology ฝึกความคิดบวก เรื่องแรก เปิดตัวเพจ กิน เที่ยว ถ่ายภาพ มีสมาชิกเพิ่มขึ้นทันที มากอย่างน่าพอใจ

 

ถ้าเราคิดดีได้ทุกวัน  เราก็จะมีแต่วันที่ดี ๆ

 

ฝึกคิดบวกโดยการทำ “Gratitude Journal

‘Positive Psychology’ หรือประมาณว่า “จิตวิทยาเชิงบวก” ฝึก ตัวเองให้คิดบวก คิดในแง่ดีด้วยการเขียนบันทึกสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา  ทุกคืนได้ยิ่งดี  เห็นมีผลวิจัยบอกว่ามันทำให้ดีขึ้นจริง ๆ

อันนี้ข้อความจากเรื่องที่ส่งต่อกันมา  ไม่รู้ต้นทางที่อ้างอิงได้  แต่เท่าที่อ่านดูก็น่าจะเป็นไปได้

 

การเขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึก เขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

 

ผมกำลังจะเริ่มลองดู  และคิดว่าไม่เสียเวลาเปล่า  อย่างน้อยก็จะได้พักความเครียดกับเรื่องต่าง ๆ มามองสิ่งดี ๆ ในวันนั้น ๆ บ้าง  แทนที่จะมองข้ามมองผ่านมันไป

 

วันนี้กับเรื่องเล็ก ๆ แต่ก็รู้สึกดี

ผมเปิดเพจไว้หลายที่  เพื่อแยกบางเรื่องออกจากเฟสบุคส่วนตัว  สำหรับคนที่ชอบ  หรือติดตามเรื่องนั้น ๆ จะได้ติดตาม

เพราะ เฟสบุคส่วนตัว  บางทีก็มีเรื่องส่วนตัว  เรื่องเพื่อน  เรื่องงาน  มากมาย  เพื่อนบางส่วนหรือคนอื่น ๆ อาจไม่อยากรับรู้เรื่องนั้น ๆ

เปิดมานานแล้ว  แต่แค่เอาไว้โพสต์ปะข้อมูลเกี่ยวกับการ กิน เที่ยว ทิ้งไว้จะได้ค้นหาง่าย

วันนี้เริ่มเปิดตัวให้คนรู้จัก  สื่อสารกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวใสวันนี้  มีสมาชิกเพิ่มขึ้นทันที  มากอย่างน่าพอใจ

กิน เที่ยว ถ่ายภาพ

ชื่อไทย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องในเพจจะประมาณนี้

วันนี้ลงเรื่อง   Saffron on the Sea (Ko Chang, Thailand)

เป็นอัลบั้มภาพเมื่อครั้งไปเกาะช้างกับเพื่อนเก่า  ลงไปส่วนเดียว  มีเพื่อนของเพื่อนคนนี้มา Like เป็นสิบ
เริ่มรู้สึกว่าจะมากขึ้นเร็วก็เลยเก็บภาพของเมื่อเช้าไว้หน่อย

แต่ตอนนี้ก็มากกว่านี้สักอีกยี่สิบคนได้แล้ว

นอกจากเก็บข้อมูลข่าวสารเรื่องกิน เรื่องเที่ยว

หลัก ๆ คือจะมีเรื่องและภาพที่ผมหรือเพื่อน ๆ ไปเที่ยว  ไปกินที่นั้น ๆ เอามาลง

เป็นเหมือนบันทึก  เหมือนไดอารี่เรื่อง กิน เที่ยว ถ่ายภาพ นั่นแหละ

คือในชีวิตผมหรือเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านทำงานเงินเดือนทั่วไป

นอกจาก เวลามากกว่า  ความพยายาม  การหาโอกาสไปมากกว่า

เลือกที่จะลองกิน  สรรหาอะไรให้ถูกปาก  พยายามพาตัวเองไปอยู่กับที่ที่คิดว่าดี

มันมากมายเกินกว่าที่หลายคนคิด  จึงคิดว่าควรทำเป็นบันทึก กิน เที่ยว ถ่ายภาพ ไว้เฉพาะเรื่อง

ใครชอบเรื่องแนวนี้ก็ลองดูนะครับ  เพิ่งเริ่มจริงจัง  ต่อจากนี้จะทยอยลงใหม่อยู่เสมอ

กิน เที่ยว ถ่ายภาพ

หมวดหมู่:Diary

L-carnitine แอล-คาร์นิทีน คืออะไร มีผลอย่างไร

แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine)

แอล-คาร์นิทีน เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรานี่เองโดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโนสองตัวคือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนิน(methionine) ซึ่งแอล-คาร์นิทีนในร่างกายของคนเราถูกสร้างขึ้นไปใช้ในหน้าที่ต่าง ๆ หลายอย่าง ที่สามารถพูดในภาพรวมได้ว่า แอล-คาร์นิทีน ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่น เอง ซึ่งพลังงานที่ได้มานี้ส่วนใหญ่ก็ถูกใช้สำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อทั่ว ร่างกายเรานั่นเอง จากหน้าที่การทำงานพื้นฐานของสารชนิดนี้ทำให้สื่อโฆษณานำมาใช้เป็นประเด็น หลักในการสร้างโฆษณาให้เห็นว่าเมื่อกินเข้าไปแล้วคุณจะอยู่นิ่งไม่ได้ รู้สึกคึกคัก คล้ายกับว่าร่างกายมีพลังงานมากเกิน

แอล-คาร์นิทีน ถูกสร้างขึ้นภายในตับและไตและนำไปเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อลายตัวอย่างเช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปที่กล้ามเนื้อหัวใจ สมองและสเปิร์ม ซึ่งในส่วนของสเปิร์มนั้นจะทำให้เคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม เพราะแอล-คาร์นิทีนจะไปเร่งให้ไมโทคอนเดรียเปลี่ยนไขมันมาเป็นพลังงาน สำหรับ ในอาหารจะพบสารแอล-คาร์นิทีนได้จากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เนื้อแดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผลไม้ ได้แก่ พวกผลอะโวกาโด(Avocado) ธัญพืช ผักใบเขียว ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก (tempeh)

คนที่รับประทานอาหารมังสะวิรัติ อาจจะเกิดการขาดแอล-คาร์นิทีนได้ในบางครั้ง เนื่องจากแอล-คาร์นิทีน พบได้ในเนื้อสัตว์ นมและถั่วหมักหรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาที่เกี่ยวกับการดูดซึมของระบบ ย่อยอาหาร รวมไปถึงในกรณีที่มีผู้ป่วยขาดแอล-คาร์นิทีน (ซึ่งพบน้อยมาก) ที่อาจเกิดจากความผิดปกติของยีนหรือตับ ไต หรือกินอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีนและเมไทโอนีนน้อย ก็จะมีอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เจ็บหน้าอกเจ็บกล้ามเนื้อ แขนขาอ่อนแรง ความดันเลือดต่ำและอาจมีอาการมึนงงสับสนร่วมด้วย เป็นต้น

คาร์นิทีนที่นำมาใช้นั้นมีหลายลักษณะ เช่นผลิตภัณฑ์บรรจุเม็ดและสารน้ำ เป็นต้น โดยนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมที่ออกมาใช้และรู้จักกันอย่างแพร่หลายนั้นมีอยู่ สามรูปแบบ

      – รูปแบบแรก คือ แอล-คาร์นิทีน(LC) เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและมีราคาถูกที่สุด 
      – รูปแบบที่สอง คือ แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน [L-acetylcarnitine(LAC)] เป็นเพียงรูปแบบเดียวที่นำมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางสมอง
      – รูปแบบสุดท้าย คือ แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน[L-propionylcarnitine(LPC)] ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับ หัวใจและใช้ได้ผลดีกับโรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือดตามแขนขาอีกด้วย (peripheral vascular disease-PVD) ถ้าเรากินเข้าไปการดูดซึมของแอล-คาร์นิทีนจะเกิดขึ้นในลำไส้เล็กและลำไส้ ใหญ่ ส่วนแพทย์สามารถให้แอล-คาร์นิทีนกับผู้ป่วยได้ทั้งทางเส้นเลือดและโดยการกิน

สำหรับแอล-คาร์นิทีนนั้นมีข้อควรรู้ดังนี้ คือ
1. คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลง ในเหตุผลแรกนี้ก็ชวนให้เราหลงใหลใคร่อยากกินคาร์นิทีนกันแล้ว ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงก็เพราะเหตุผลที่ว่าเซลล์ในร่างกายทุก ๆเซลล์ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจหรือเซลล์จากที่อื่น ๆ ของร่างกายทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับ ความต้องการของเซลล์แต่ละชนิดและคาร์นิทีนนี่เองทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น

2. คาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์(triglycerides)อยู่ในระดับต่ำและช่วย เพิ่มระดับคอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ (HDL-คอเรสเตอรอล) ในเลือด

3. คาร์นีทีนช่วยป้องกันโรคหัวใจโดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย (1/3 ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย)

4. คาร์นีทีน ช่วยให้น้ำหนักลดโดยเฉพาะการใช้ร่วมกับวิธีการที่เราลดอาหารจำพวกแป้งลงในอาหารแต่ละมื้อ

5. คาร์นีทีน ช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดความเสียหายใด ๆ กับร่างกายเหมือนกับที่พบในสารสกัดจากพืชบางชนิด

6. คาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้นและป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมา จากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ

7. คาร์นิทีนและ อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีน(Acetyl-L-carnitine) ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

8. อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความ เครียดและอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย ทำให้อาการของโรคไม่เป็นไปมากกว่านี้

9. อะซีทีล-แอล-คาร์นีทีน มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกและลดภาวะความเครียด

10. คาร์นิทีนช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคนเรา

แต่ การใช้แอล-คาร์นิทีนมีข้อควรระวัง คือ สำหรับคนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์แอล-คาร์นิทีนมาใช้ควรต้องระวังเพราะอาจมีผลข้าง เคียงต่าง ๆ เกิดขึ้นกับร่างกายได้และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ ที่กินร่วมกัน ดังนั้นในการใช้แต่ละครั้งควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่าและ ข้อควรจำให้ขึ้นใจก็คือสารทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเองขึ้นกับ ปริมาณและช่วงจังหวะเวลาของการใช้ ถึงแม้ว่าแอล-คาร์นิทีน จะไม่ปรากฏผลข้างเคียงใด ๆ ที่เด่นชัดมากนัก แต่ก็มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัวและเกิดอาการผื่นแดง ในนักกีฬาหรือคนที่กินแอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬา เพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ คือไม่ควรใช้อย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่อ อาหารโปรตีน เช่น ไข่ นมหรือข้าวสาลีไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริม แอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบและสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าจำเป็นก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

————————————————————–

แอล-คาร์นิทีน กับบทบาทเพื่อการลดน้ำหนัก

แอลคาร์นิทีน(L-Carnitine) เป็นชื่อกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ที่ตับ โดยมีการสังเคราะห์จาก กรดอะมิโน 2 ชนิดคือ Lysine และ Methionine พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ ได้แก่ Niacin วิตามิน B6 C และธาตุเหล็ก โดยปกติจะพบในสัตว์เนื้อแดงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนกล้ามเนื้อลายจะมากเป็นพิเศษ

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หน้าที่หลักของ Carnitine จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าไปใช้ใน เซลล์ต่างๆ ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้นหากร่างกายขาดสาร Carnitine หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วละก็ ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะเป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสีย ต่อร่างกายของคุณอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และ นำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย

มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้ L-carnitine ในวงการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ ในผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก จนไม่สามารถตั้งศีรษะให้ตรงได้ ซึ่งหลังจากมีการใช้ L-carnitine ขนาด 2 กรัม/วัน อาการดังกล่าวก็หายไป หรือการใช้ในนักกีฬา ก็มีการยืนยันว่าสามารถเพิ่มแรงสำหรับการออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่งมาราธอน รวมทั้งมีการใช้ L-carnitine เพื่อช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น

ใน ส่วนบทบาทในการลดน้ำหนักและลด ไขมันสะสม ดูเหมือนว่า L-carnitine น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ของคุณๆ ที่ประสงค์จะลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ เนื่อง จากมีการทดลองนำเอา เซลล์ไขมัน (Adipose Tissue) ของคนอ้วนมาวิเคราะห์ พบว่าในเนื้อเยื่อดังกล่าวแทบจะไม่มี Carnitine อยู่เหลือ เลย ดังนั้นจากความสัมพันธ์นี้เอง ทีมนักวิจัยจึงตั้งสมมติฐานว่า กลไกการลำเลียงไขมันเพื่อไปใช้ หาก ถูกขัดขวางด้วยวิธีใดก็ตาม ก็จะทำให้เกิดการสะสมของไขมันได้ แต่หากให้สารชนิดนี้เพิ่มเข้าไป ก็จะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของไขมัน สะสมมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่สนับสนุนผลการลดไขมันสะสมของคนอ้วน โดยการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้ให้แบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ให้รับประทาน L-carnitine ขนาด 2 g/วัน อีกกลุ่มได้ยาหลอก (Placebo) โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัด อาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน หลังจากนั้น 3 เดือน ต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ L-carnitine น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ และปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น L-carnitine ซึ่งแม้ว่าจะพบมากในสัตว์เนื้อแดงก็ตาม แต่ปริมาณที่ได้จากการทานใน 1 วัน จะให้กรดอะมิโนดังกล่าวเพียง 50-200 mg.เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงไขมันสะสมไปเป็นพลังงาน ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าหากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วยสารธรรมชาติ L-carnitine ขนาด 500-1,000 mg./วัน (1 cap 500 mg. หรือ แบบชนิดน้ำ 1000 mg/30 ml. สำหรับข้อดีในเรื่องการออกฤทธิ์ที่รวดเร็วขึ้น) น่าจะเป็นปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนัก และหากคุณมีดัชนีมวลร่างกาย (BMI) มากกว่า 25 ปริมาณการใช้จะสูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งมีงานวิจัยที่ยืนยันความปลอดภัยจาก การใช้ว่า L-carnitine ยังไม่มีผลทางลบแม้จะรับประทานในขนาดสูงถึง 4 g./ วันก็ตาม

credit : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=photomania&month=06-2007&date=15&group=6&gblog=2

 

——————————————————————————————————————-

 

ประโยชน์ของ L -Carnitine

 

 

 

 L-Carnitine คืออะไร ?

เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ร่างกายจะได้รับจากอาหารที่รับประทาน และได้รับจากการ
สังเคราะห์ขึ้นมา

L-Carnitineสังเคราะห์มากจากกรดอะมิโนไลซีน ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมา
เองได้ โดยใช้ Vitamin B6 ,B5 ,Vitamin C ,เหล็ก และกรดอะมิโนเมไทโอนีน
ส่วนแหล่งอาหารที่มี Carnitine ร่างกายจะได้รับมาจากเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ  โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเนื้อแดง เช่นเนื้อวัว และเนื้อหมู

Carnitine มีหน้าที่ช่วยนำกรดไขมันเข้าไปเผาผลาญในไมโตคอนเดรีย (เพื่อเปลี่ยนให้
เป็นพลังงาน) คล้ายๆสายพานลำเลียงไขมันไปเผาผลาญนั่นแหละครับ

ซึ่งไมโตคอนเดรียจะทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน คล้ายๆแบตเตอรี่รถยนต์ครับ

สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริมบอกกับคุณ
ผู้ผลิตอาหารเสริมมักจะบอกว่า การได้รับ L-Carnitine ที่เพียงพอจะช่วยเผาผลาญไขมัน
ได้มากขึ้น  และจะทำให้เซลล์นำไขมันไปเผาผลาญมากขึ้นแทนที่จะสะสมเป็น
“ไขมัน”   

ดังนั้นจึงมีความคิดที่ว่า ถ้าให้ L-Carnitine มากขึ้น ก็น่าที่จะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น  
ดังนั้นจึงมักใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสริมสำหรับนักกีฬาและอาหารเสริมลด
น้ำหนัก    

สิ่งที่ผู้ผลิตอาหารเสริม ไม่ได้บอกให้คุณรู้
ทฤษฎีบอกว่าช่วยในการพากรดไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียเพื่อใช้ในการเผาผลาญมาก
ขึ้น    แต่ความจริงในทางปฏิบัติสามารถเร่งการเผาผลาญไขมันได้จริงหรือ???

การทดลองหนึ่งในแมวอ้วน (แน่นอนครับ ไม่ใช่คน) เปรียบเทียบกับการได้รับ L-
Carnitine 250 มิลลิกรัมต่อวัน กับไม่ให้ เป็นระยะเวลา 18 สัปดาห์ พบว่าแมวอ้วนที่ได้
รับ L-Carnitine น้ำหนักลดลงได้เร็วกว่า

แต่การทดลองนี้ไม่ได้ทำในมนุษย์ครับ ซึ่งแน่นอนครับว่าสิ่งที่ได้ผลในแมว อาจไม่ได้
ผลในมนุษย์

การศึกษาว่าการให้ L-Carnitine จะสามารถช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในมนุษย์ได้จริง
หรือไม่ น้อยมาก- น้อยมากมาก  และเป็นข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่   บางการศึกษาก็บอก
ว่าไม่ช่วย   บางการศึกษาบอกว่าช่วยน้อยมากครับ

โดยปกติแล้วเราเองก็ได้รับ L-Carnitine จากอาหาร และสร้างขึ้นมาในร่างกายได้เอง
และมีการศึกษาว่า L-Carnitine ช่วยลดน้ำหนักได้ไม่มาก จนไม่มีความสำคัญในเรื่อง
ของการลดน้ำหนัก

มีการศึกษาหนึ่งได้ทดลองให้ L-Carnitine ในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักเกิน
13 คน และเปรียบเทียบกับยาหลอก (ไม่ได้รับ L-Carnitine) 15 คน และให้รับประทาน
อาหารเหมือนๆกัน และออกกำลังกายเหมือนกัน ไม่พบความแตกต่างในดัชนีมวลกาย

มีการศึกษาอยู่อีกการศึกษาหนึ่งที่นำหญิงอ้วน 36 ราย ให้ L-Carnitine 4 กรัมต่อวัน เป็น
ระยะเวลา 60 วัน ให้ผลไม่แตกต่างจากเม็ดแป้ง  ไม่ว่าจะเป็นผลในเรื่องของน้ำหนักตัว
หรือดัชนีมวลกาย  แม้แต่การเผาผลาญไขมัน

โดยทั่วไปผลลัพธ์ในเรื่องของการเผาผลาญไขมันโดยใช้ L-Carnitine นั้น แทบจะไม่
ช่วยในเรื่องของการเร่งการเผาผลาญเลย  ไม่เคยมีใครลดน้ำหนักส่วนเกินในร่างกายได้
จริงโดยการรับประทาน L-Carnitine เสริมหรอกครับ

L-Carnitine ค่อนข้างที่จะปลอดภัยนะครับ และผลข้างเคียงมีน้อยมากๆ ตอนนี้ยังไม่
ปรากฏว่าทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายใดๆ   แต่อย่าลืมครับว่า “ปลอดภัย”  ก็ไม่ได้
หมายความว่า “ได้ผล”  

ถ้าคุณยังเลือกที่จะใช้ L-Carnitine อยู่ ในหลายๆการศึกษาแนะนำให้รับประทานวันละ
500 มิลลิกรัมต่อวัน  (บางการศึกษาใช้มากถึง 5000-6000 มิลลิกรัมเสียด้วยซ้ำ)

ดังนั้นถ้าคุณเห็นในสลากอาหารเสริม(ส่วนใหญ่ ) เขียนไว้ว่ามี L-Carnitine รวมอยู่เพียง
แค่ 20 ,50 หรือ 100 มิลลิกรัมแล้วล่ะก็  ปริมาณเพียงแค่นั้น….ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ

ในขณะเดียวกัน ก็เป็นอาหารเสริมที่จัดว่า แพงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต เมื่อ
เปรียบเทียบกับราคา กับผลลัพธ์แล้ว ไม่มีหลักฐานใดที่สนับสนุนว่าช่วยในการลด
ไขมันส่วนเกินได้จริง  แต่ถ้าคุณจะรับประทานเพื่อหวังผลในเรื่องของสุขภาพทั่วไป
แล้ว ผมไม่ห้ามครับ

อ้างอิง
-The clinical and metabolic effects of rapid weight loss in obese pet cats and the influence of
supplemental oral L-carnitine. – Center SA – J Vet Intern Med – 01-NOV-2000; 14(6): 598-608 (From
NIH/NLM MEDLINE)

-Carnitine does not improve weight loss outcomes in valproate-treated bipolar patients consuming an
energy-restricted, low-fat diet. – Elmslie JL – Bipolar Disord – 01-OCT-2006; 8(5 Pt 1): 503-7 (From
NIH/NLM MEDLINE)

http://manocanitine.wordpress.com/about/

หมวดหมู่:Diary

ฝึกใช้เวลา 10 นาที ให้เกิดผลสูงสุด

ฝึกใช้เวลา 10 นาที ให้เกิดผลสูงสุด

สมมุติว่า ในวันทำงานปรกติวันหนึ่ง หัวหน้างานเดินมาถามเราว่า “เมื่อ 10 นาทีที่แล้ว คุณทำอะไรไปบ้าง รายงานผมหน่อยสิ?”

คนทำงานส่วนใหญ่คงจะบอกว่า “ผมกำลังติดต่อประสานงานลูกค้าอยู่ และกำลังตรวจสอบเอกสารและจัดเตรียมสิ่งของที่ต้องส่งลูกค้าครับ”

หากทบทวน 10 นาทีที่ผ่านมา สิ่งที่คน ๆ นั้นทำอาจจะเป็นเช่นนี้ “ผมใจลอยคิดถึงปัญหาที่บ้านไป 3 นาที แชตคุยแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องจิปาถะกับเพื่อนในสังคมออนไลน์อีก 3 นาที ติดต่อประสานงานลูกค้าได้ 1 ราย (จากทั้งหมด 5 ราย) คุยกับลูกค้าไป 1 นาที จากนั้นเพื่อนเก่าโทร.มาคุยอีก 2 นาที เพิ่งจะได้ตรวจเอกสารและสิ่งของที่ต้องส่งลูกค้าไปได้1 นาที เท่ากับใช้เวลา 10 นาที แต่ยังทำงานไม่เสร็จเลย”

ความจริงคือ พนักงานคนนี้ทำงาน “ช้า” เพราะใช้เวลาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ผมพูดเสมอว่า คนเรามีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง แต่คนบางคนสามารถสร้าง “ผลงานแห่งชีวิต” ได้มากกว่าอีกหลายคน เพราะเขารู้จักใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านั่นเอง
การใช้เวลาเป็นเงื่อนไขความสำเร็จที่แตกต่างกันในชีวิตของแต่ละคน การใช้เวลาเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอนาคตของบุคคลนั้นว่าจะเป็นเช่นไร…

ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเห็นคุณค่า เพราะตระหนักว่า เวลาคือชีวิต ถ้าใช้ไม่ดี ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ย่อมเท่ากับทำลายทั้งชีวิตไป ตรงข้ามหากใช้เวลาอย่างดี ผลผลิตแห่งชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้อย่างมากมาย นับเป็นการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ายิ่ง

การฝึกนิสัยใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นหากเราต้องการประสบความสำเร็จ ไม่ว่าทำสิ่งใดในชีวิต ผมขอแนะนำให้ลองฝึกใช้เวลา 10 นาที อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ
10 นาที ทำงานที่ไม่เคยทำเสร็จให้เสร็จ ท้าทายตัวเองให้ใช้เวลาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเลือกงานที่เราเคยเสียเวลาทำมากกว่า 30 นาที โดยตั้งเป้าให้ทำให้เสร็จใน 10 นาที การตั้งเป้าเช่นนี้จะทำให้เราจดจ่อกับงานที่ทำอย่างไม่วอกแวก ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเรียงลำดับความสำคัญ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพื่อให้งานเสร็จตามเวลาที่กำหนด เช่น หากเราเป็นพนักงานให้บริการลูกค้าที่มาเข้าคิวเพื่อรับบริการ จากที่เคยใช้เวลาต่อคนนานเกิน 5 นาที ให้เราตั้งเป้าว่า ใน 10 นาที ต้องทำให้ได้ 5 คน …หากเรากล้าท้าทายตัวเอง ตัวเราจะสามารถปรับกระบวนความคิดและพฤติกรรมใหม่ ๆ ได้ โดยละทิ้งความเคยชินเชื่องช้าแบบเดิม ๆ ไป

10 นาที ในการเดินทาง คนทำงานจำนวนไม่น้อยใช้เวลานานเกิน 30 นาที ในการเดินทางไปทำงาน บางคนอาจถึงชั่วโมง หรือถ้าวันใดรถติดมาก ๆ อาจถึง 2 ชั่วโมง คำถามคือ เราจะลดเวลาเดินทางให้เหลือ 10 นาที ได้หรือไม่? เราอาจคิดว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริง หากเราเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนนิสัย โดยคิดว่า “เราทำงานได้ แม้ขณะเดินทาง” ให้เหลือเวลาที่เราเสียไปกับการเดินทาง เช่น ขึ้น-ลงรถ จอดรถ เดินมาที่ทำงาน ฯลฯ รวมแล้วไม่เกิน 10 นาที แต่เวลาที่เหลือให้เราตั้งเป้าทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย เช่น ติดต่อลูกค้าที่ต้องไปพบตลอดวันนั้นให้หมดขณะขับรถ ฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สามอย่างต่อเนื่องทุกวัน หรือใช้เวลาที่เราวางแผนล่วงหน้าไว้ในขณะนั้น

10 นาที ช่วงพักเบรกตอนบ่าย ในช่วงพักคอฟฟี่เบรก 15 นาที ในแต่ละวันทำงาน ซึ่งมักจะหมดไปกับการดื่มกาแฟ คุยกับเพื่อน หากลองคำนวณดู จะพบว่าใน 1 ปี คิดเฉพาะวันทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ เราจะใช้เวลาช่วงนี้สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง 15 นาที เดือนละ 5 ชั่วโมง คิดเป็นปีละถึง 60 ชั่วโมง เลยทีเดียว ในช่วงเวลานี้หากเราตั้งเป้าใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ โดยการนำคำถามหรือพูดคุยอย่างมีหัวข้อหรือประเด็นที่เจาะจงกับเพื่อนร่วมงาน ย่อมช่วยให้เราสามารถสร้างผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ในช่วงพูดคุยแบบสบาย ๆ ได้มากทีเดียว

เอ็ดเวิร์ด กริกส์ วิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจว่า หากเราใช้เวลาเพียง 15 นาทีต่อวันในการศึกษาเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างเจาะจง ในเวลา 12 ปีจะเท่ากับคนที่เรียนจบระดับปริญญาโท ทุกคนรู้ว่าเวลามีจำกัด แต่คนที่ประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ มักจะเป็นคนที่ใช้เวลาอันจำกัดนั้นอย่างรู้คุณค่ามากที่สุด และใช้เวลานั้นให้เกิดผลผลัพธ์ที่ดีที่สุด

ที่มา:sanook.com

หมวดหมู่:Diary

ความคิดสร้างสรรค์…สอนได้

» ความคิดสร้างสรรค์…สอนได้
» โดย อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล

“มีดสั้นของข้าพเจ้า ช่างเหล็กธรรมดาใช้เวลาตีเพียงสามชั่วยาม แต่ตำราอาวุธกลับจัดไว้อยู่ในอันดับสาม” ลี้คิมฮวงใน “ฤทธิ์มีดสั้น”

ผมได้สอนวิชาการคิดเชิงนวัตกรรมหรือ Innovative Thinking ที่จุฬาฯ มาเกือบจะครบ 10 ปีแล้ว และได้มีการพัฒนาเนื้อหาหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ในบทความนี้ ผมจะเล่าเทคนิค 4 อย่างในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่ผมสอนในห้องเรียน ซึ่งทุกท่านสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของท่านเองครับ

======

1. การฟังและการดู

ในภาพยนตร์เรื่อง 2012 มีฉากหนึ่งซึ่งพระธิเบตได้รินน้ำชาจนล้นถ้วยไปหมด ฉากนี้มาจากนิทานเซนเรื่องน้ำชาล้นถ้วย ซึ่งหมายความว่า ถ้าในสมองเราเต็มไปด้วยความคิด ประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ยอมเปิดรับความคิดใหม่ เราก็ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้

เปรียบเหมือน ถ้วยซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชาอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถรินน้ำชาใหม่เข้าไปในแก้วได้นั่นเอง

ดังนั้น…วิธีหนึ่งในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คือ การออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากศาสตร์ของตนเอง โดยการไปฟังและดูเรื่องราวต่าง ๆ เช่น…

– ชมนิทรรศการหรือเข้าร่วมฟังบรรยายในงานสัมมนาต่าง ๆ ปัจจุบันศูนย์สร้างสรรค์งานออกแแบบหรือ TCDC มีนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำ และมีห้องสมุดที่มีหนังสือดี ๆ จำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการหรืองานบรรยายที่น่าสนใจมากมาย เช่น TEDXBKK, IgniteBKK, Pecha Kucha ซึ่งมีการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลาย
– ชมภาพยนตร์ซึ่งจุดประกายความคิดสร้างสรรค์หรือสร้างแรงบันดาลใจ ผมขอแนะนำภาพยนตร์ต่อไปนี้ครับ

Dead Poets Society, October Sky, Lorenzo’s Oil, Patch Adams และ Beanครับ

ภาพยนตร์เหล่านี้บางเรื่องสร้างมาจากเรื่องจริง บางเรื่องเป็นเรื่องแต่ง แต่ภาพยนตร์เหล่านี้มีเนื้อหาหรือฉากที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับความคิดสร้าง สรรค์หรือการพัฒนานวัตกรรมได้ดีมาก

ส่วนใหญ่ เรามักชมภาพยนตร์เพื่อความสนุกอย่างเดียว ผมแนะนำว่า ตอนนี้ลองชมภาพยนตร์ในมุมมองใหม่ว่า มีฉากไหนบ้างที่เราได้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน การทำงานได้บ้างครับ

======

2. การเขียน

เทคนิคนี้ง่ายมากครับ คือ ขอให้มีปากกาและสมุดบันทึกคู่ใจเล่มเล็ก ๆ ติดตัวตลอดเวลา เพราะไอเดียดี ๆ นั้นสามารถเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา

มีคำกล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถเกิดได้ใน 3B คือ
Bath (ห้องน้ำ)
Bed (ห้องนอน)
Bus (การเดินทาง)

เพราะเรามักผ่อนคลายในสถานที่เหล่านั้น ทำให้เกิดปิ๊งความคิดดีๆ ขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่รีบจดไอเดียเหล่านั้นแล้วล่ะก็ มันจะหายไปในพริบตาได้เช่นกัน

ถ้าเรามีความคิดหรืออยากบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนอื่นรับทราบ ก็สามารถเขียนใน blog เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นทราบได้

นิสิตในวิชาของผมจะต้องทำ blog ทุกคนเพื่อบันทึกเนื้อหาที่เรียนมาในแต่ละครั้ง และบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ เนื่องจาก blog สามารถใส่รูปภาพหรือคลิปวิดีโอได้ เราควรมีกล้องถ่ายรูปติดตัวเสมอซึ่งทำได้ง่ายมากเพราะโทรศัพท์มือถือส่วน ใหญ่สามารถถ่ายรูปได้อยู่แล้ว

ดังนั้นเวลาที่เราพบเหตุการณ์หรือสิ่งน่าสนใจ ก็สามารถถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อเล่าใน blog หรือเก็บเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในอนาคตได้ครับ

======

3. การเล่น

เราควรหางานอดิเรกที่ฝึกใช้ทั้งสองมือได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะการใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วจะช่วยทำให้สมองพัฒนาด้วย เนื่องจากมือเปรียบเสมือนสมองที่งอกออกมา
ในแพทย์แผนจีนจะมีการกล่าวถึงเส้นประสาทลมปราณของแต่ละอวัยวะซึ่งเชื่อมโยง กับแต่ละนิ้ว ดังนั้นการบริหารนิ้วจะมีผลต่ออวัยวะภายในของร่างกายด้วย

กิจกรรมที่ฝึกความคล่องคล่องของมือมีหลายอย่าง เช่น การควงปากกา การโยนลูกดิ่งโยโย การหมุนรูบิค

ในวิชาของผม ผมจะสอนการโยนลูกจักกลิ้ง (juggling) ซึ่งเป็นการโยนลูกบอล 3 ลูกแล้วรับอย่างคล่องแคล่ว ประโยชน์ของการโยนจักกลิ้งมีหลายอย่างเช่น

– ฝึกการใช้ทั้งสองมือให้ทำงานได้คล่องแคล่ว
– ฝึกสมาธิเพราะการโยนจักกลิ้งจะต้องจดจ่อกับการโยน
– ฝึกความคิดสร้างสรรค์ในการหาท่าโยนจักกลิ้งแบบใหม่

การโยนจักกลิ้งเป็นทักษะที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ไม่ใช่พรสวรรค์พิเศษของนักมายากลหรือนักเล่นละครสัตว์แต่อย่างใด

ปัจจุบันใน Youtube มีคลิปวิดีโอสอนการโยนจักกลิ้งมากมาย ซึ่งเราสามารถดูและฝึกฝนด้วยตัวเองได้ ท่านผู้อ่านสามารถหาซื้อลูกจักกลิ้งได้ที่ถนนข้าวสารครับ

======

4. ความเชื่อมั่น

นิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุดคือ “ฤทธิ์มีดสั้น” ซึ่งประพันธ์โดยโกวเล้ง ตัวเอกในเรื่องฤทธิ์มีดสั้นคือลี้คิมฮวง มีดบินไม่เคยพลาดเป้า ถึงแม้ว่าลี้คิมฮวงจะใช้อาวุธคือมีดสั้นธรรมดา แต่มีฝีมือสูงส่งอยู่ในอันดับสามของยุทธจักร

ดังข้อความที่ยกมาในตอนต้นของบทความ ผมคิดว่านิยายเรื่องนี้บอกอุปมาอุปไมยที่ดีในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์เช่นกัน นั่นคือ…

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งภายนอก (เปรียบเสมือนอาวุธที่เหล่าจอมยุทธใช้) แต่เป็นสิ่งภายในที่อยู่ในตัวเรา (เปรียบเสมือนกำลังภายในหรือวิทยายุทธของตนเอง)

ดังนั้นขอให้เราจงเชื่อมั่นตัวเองเสมอว่า เรามีความคิดสร้างสรรค์ชั้นเยี่ยม ไม่ว่าเราจะขาดแคลนต้นทุนภายนอกอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าต้นทุนภายในของเราคือ ความเชื่อมั่นในความสามารถและศักยภาพของตนเองเต็มแล้ว เราจะมีหนทางเสมอในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่

====

• สรุป

ปัจจุบันโลกได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราจะได้ยินศาสตร์ใหม่ ๆ มากขึ้น รูปแบบการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในยุคที่มีการเปลี่ยน แปลงและแข่งขันอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับทุกคนในการทำธุรกิจ ขอให้พวกเราทุกคนพูดกับตัวเองดัง ๆ ว่า…

“ฉันมีความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม”

และทำความฝันให้เป็นความจริงกันเถอะครับ

======

Credit : อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล | ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | http://www.TCDC.or.th

หมวดหมู่:Diary
%d bloggers like this: